ตลาดห้องเช่าและที่พักให้เช่าในไทยปี 2569 (2026) กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ในด้านหนึ่ง ตลาดซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวช้าจากแรงกดดันหลายด้าน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการเช่ากลับเติบโตอย่างเงียบๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กลุ่ม Expat ที่ยังคงอยู่ในระบบ และกระแส Digital Nomad ที่ไม่หยุดนิ่ง บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งวิจัยหลายแห่งเพื่อให้เจ้าของที่พักมองเห็นภาพรวม โอกาส และความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปีนี้
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอ ยอดขายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลร่วงจาก 4.7 แสนล้านบาทในปี 2565 มาอยู่ที่ราว 2.9 แสนล้านบาทในปี 2568 ตลาดซื้อ-ขายชะลอตัว กำลังซื้อยังอ่อน สินเชื่อผ่านยากขึ้น และสต็อกอาคารชุดยังล้นตลาดในหลายทำเล
แต่สำหรับ ตลาดเช่า สถานการณ์กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีระบบขนส่งสาธารณะรองรับ
ตัวเลขที่ควรรู้: อัตราว่างและค่าเช่าปัจจุบัน
- อัตราห้องว่างในกรุงเทพฯ โดยรวม: ประมาณ 8–12% ขึ้นอยู่กับทำเลและประเภทอาคาร
- ทำเล Prime (ทองหล่อ, สาทร, พร้อมพงษ์): อัตราว่างต่ำเพียง 5–8% ค่าเช่าคอนโดห้องนอนเดียวอยู่ที่ 18,000–28,000 บาท/เดือน
- ทำเลรองออกไป (อุดมสุข–แบริ่ง): ค่าเช่าอยู่ที่ 10,000–14,000 บาท/เดือน
- การเติบโตของค่าเช่า: คอนโดทั่วไปปรับขึ้น 2–4% เทียบปีก่อน ส่วน furnished premium ปรับขึ้น 3–6%
ทำไมคนไทยรุ่นใหม่เลือกเช่ามากกว่าซื้อในปี 2026
ข้อมูลจาก LWS Wisdom and Solutions ชี้ว่า กว่า 66% ของผู้บริโภค Gen Z และ Gen Y เลือกเช่าที่อยู่อาศัยมากกว่าซื้อ โดยให้เหตุผลหลักคือความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และการหลีกเลี่ยงภาระสินเชื่อระยะยาวที่ขอยากขึ้นในปัจจุบัน
ปัจจัยที่ผลักดันความต้องการเช่า
1. สินเชื่อที่อยู่อาศัยอนุมัติยากขึ้น
ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น ทำให้กลุ่มที่เคยมีแผนจะซื้อต้องหันมาเช่าไปก่อน หรือเช่าระยะยาวแทน สิ่งนี้เพิ่มกลุ่มผู้เช่าที่มีคุณภาพและรายได้มั่นคงเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
2. วิถีชีวิตที่ต้องการความยืดหยุ่น
การทำงานแบบ Remote Work และ Hybrid ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการผูกมัดกับที่อยู่อาศัยแห่งเดียว ความสามารถในการย้ายทำเลตามงานหรือตามไลฟ์สไตล์คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเช่ายังตอบโจทย์กว่า
3. สต็อกคอนโดล้นตลาดในบางทำเล
ผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนคอนโดและปล่อยเช่ายังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ supply ของที่พักให้เช่าในทำเลรอบ BTS/MRT ยังมีอยู่มาก แต่ผู้เช่าก็มีตัวเลือกมากขึ้นเช่นกัน ทำให้คุณภาพและการบริการสำคัญกว่าเดิม
Expat และ Digital Nomad: กลุ่มผู้เช่าที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ
กรุงเทพฯ ยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่ชาวต่างชาติเลือกพักอาศัยมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2568 ระบุว่ามีชาวต่างชาติในเขตกรุงเทพฯ กว่า 103,000 คน
Expat จากอุตสาหกรรมการผลิต
การย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทยทำให้มีแรงงานระดับบริหารชาวญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย เข้ามาในระบบมากขึ้น กลุ่มนี้มักมองหาที่พักในช่วง 15,000–80,000 บาท/เดือน ไม่ใช่กลุ่มหรูแต่เป็น mass market ที่มีกำลังซื้อสม่ำเสมอ เหมาะกับห้องเช่าที่มีระบบจัดการชัดเจนและสัญญาเช่าที่รองรับชาวต่างชาติได้
Digital Nomad: ผู้เช่าระยะกลางที่กำลังเติบโต
กระแส Digital Nomad ยังมาแรงต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ติดอันดับต้นๆ ของเมืองที่ Digital Nomad เลือกอาศัยในเอเชีย ค่าใช้จ่ายที่พักเฉลี่ยของกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 31,700 บาท/เดือน โดยส่วนใหญ่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ความสะอาด และทำเลใกล้ co-working space หรือ BTS/MRT เป็นหลัก
Image Prompt: Three flat illustrated character icons side by side: 1) Young Thai with smartphone, 2) Expat with luggage, 3) Digital nomad with laptop. Each character has a single short label beneath (1–2 words max, e.g. "Gen Y/Z", "Expat", "Nomad"). No other text on the image. Style: flat character illustration, navy and amber palette. Size: 900×350px.
ความท้าทายที่เจ้าของห้องเช่าและหอพักต้องเผชิญในปี 2569
ต้นทุนดำเนินการสูงขึ้น กำไรบางลง
ค่าแรงงาน ค่าวัสดุซ่อมบำรุง และค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางปรับขึ้นทุกปี ในขณะที่ค่าเช่าขึ้นตามได้ช้ากว่า ทำให้ margin ของเจ้าของที่พักหลายรายบางลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอาคารที่ไม่ได้ปรับค่าเช่ามาหลายปี
หอพักใกล้มหาวิทยาลัย — ตลาดที่กำลังหดตัว
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยลดลงจากอัตราเกิดที่ต่ำลง บวกกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีหอพักของตัวเองเพิ่มขึ้น หอพักนักศึกษาในบางทำเลจึงเผชิญกับห้องว่างมากขึ้นและการแข่งขันรุนแรงขึ้น เจ้าของที่พักในกลุ่มนี้ควรพิจารณาปรับกลุ่มเป้าหมายไปยังคนทำงานแทน
ผู้เช่าคาดหวังมากขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาถูก
ข้อมูลจากตลาดปี 2026 ชี้ชัดว่าผู้เช่ารุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ ความถูกต้องของบิล ความรวดเร็วในการตอบสนอง และสัญญาเช่าที่โปร่งใส พอๆ กับราคาค่าเช่า อาคารที่ยังบริหารแบบเดิมด้วยกระดาษและสเปรดชีต มักสร้างความไม่พอใจให้ผู้เช่ากลุ่มนี้ได้ง่าย
การแข่งขันจากคอนโดปล่อยเช่า
เจ้าของคอนโดที่ซื้อไว้เพื่อลงทุนและปล่อยเช่าผ่านแอปพลิเคชัน มีจำนวนมากขึ้นในทำเลใจกลางเมือง ห้องเช่าขนาดกลางที่ไม่อัปเกรดสิ่งอำนวยความสะดวก อาจเสียผู้เช่าให้กับคอนโดแต่งใหม่ที่ราคาใกล้เคียงกัน
โอกาสสำหรับเจ้าของที่พักในตลาดปี 2026
แม้ภาพรวมจะท้าทาย แต่ยังมีโอกาสชัดเจนสำหรับเจ้าของที่พักที่พร้อมปรับตัว
ทำเลใกล้ระบบขนส่งสาธารณะยังเป็นที่ต้องการสูง
อัตราว่างต่ำในทำเล Prime และใกล้สถานี BTS/MRT บ่งชี้ว่าผู้เช่ายังคง ให้ความสำคัญกับทำเลเป็นอันดับแรก อาคารในทำเลดีที่ดูแลรักษาสม่ำเสมอ ยังสามารถรักษา occupancy rate ได้สูงและปรับค่าเช่าได้ตามตลาด
ตลาด Mid-range ยังมีช่องว่าง
ที่พักในช่วงราคา 8,000–15,000 บาท/เดือน ที่มีคุณภาพดี บริหารเป็นระบบ และสื่อสารได้ดีกับผู้เช่า ยังขาดแคลนในหลายทำเล กลุ่มนี้เหมาะกับคนทำงานรายได้ปานกลางและ Expat ระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการต่อเนื่องและเสถียรกว่านักศึกษา
ที่พักที่ตอบโจทย์ WFH และ Digital Nomad
การลงทุนเพิ่มในอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พื้นที่ส่วนกลางที่ทำงานได้ และระบบ Smart Lock ช่วยดึงดูดผู้เช่ากลุ่ม Digital Nomad ซึ่งมักอยู่นาน 1–6 เดือนและจ่ายค่าเช่าตรงเวลา
สิ่งที่ตลาดปี 2569 กำลังบอกเจ้าของที่พัก
ถ้าจะสรุปสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากข้อมูลตลาดปีนี้ ได้แก่
- ความต้องการเช่ายังมี แต่ผู้เช่ามีตัวเลือกมากขึ้น — อาคารที่ไม่ปรับปรุงหรือบริการไม่ดีจะถูกทิ้งก่อน
- ราคาไม่ใช่ตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียว — ความโปร่งใสของบิล ความเร็วในการแก้ปัญหา และการสื่อสารที่ดีมีความสำคัญเท่ากัน
- ระบบบริหารที่ดีคือความได้เปรียบ — เจ้าของที่มีข้อมูลครบถ้วน สามารถตัดสินใจได้เร็วกว่าและรับมือกับปัญหาได้ก่อน
- ทำเลใกล้ระบบขนส่งยังชนะ — ไม่มีอะไรเปลี่ยนในจุดนี้ และไม่น่าจะเปลี่ยนเร็วๆ นี้
- หอพักใกล้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว — ตลาดนักศึกษาหดตัว แต่คนทำงานรายได้น้อยถึงปานกลางยังต้องการที่พักราคาย่อมเยา
ตลาดการปล่อยเช่าปี 2026 ไม่ได้หายไป แต่กำลังเลือกอาคารที่ดีกว่า
ปี 2569 ไม่ใช่ปีที่ตลาดเช่าพัง แต่เป็นปีที่ตลาดเลือกอาคารที่บริหารดีกว่าอาคารเก่าที่ยังอยู่กับที่ เจ้าของที่พักที่ปรับตัวได้ — ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดสิ่งอำนวยความสะดวก ปรับกลุ่มเป้าหมาย หรือนำระบบบริหารที่ดีขึ้นมาใช้ — ยังคงมีโอกาสสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ท่ามกลางภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย
ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ให้เช่าไม่ใช่การซื้อแล้วนั่งรอเงิน มันคือธุรกิจบริการที่ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง มีต้นทุนที่หลายคนมองข้าม และมีตัวแปรที่กระทบผลตอบแทนมากกว่าที่คิด
ความแตกต่างระหว่างการซื้อเพื่ออยู่อาศัยกับการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า
- ซื้อเพื่ออยู่อาศัย — เน้นความชอบส่วนตัว ทำเลที่สะดวก ราคาที่จ่ายไหว ไม่ต้องคำนวณผลตอบแทน
- ซื้อเพื่อปล่อยเช่า — ทุกการตัดสินใจต้องผ่านตัวเลข ทำเลต้องตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้เช่า ราคาต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนทางเลือกอื่น
ประเภทของนักลงทุนอพาร์ตเมนต์
นักลงทุนส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่ สร้างอาคารใหม่ บนที่ดินที่มีอยู่ และกลุ่มที่ ซื้ออาคารที่มีอยู่แล้ว เพื่อปรับปรุงและบริหารต่อ แต่ละแบบมีโครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงต่างกัน บทความนี้ครอบคลุมทั้งสองกรณี
ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนอพาร์ตเมนต์
1. เงินลงทุนทั้งหมด (Total Investment)
หลายคนนับแค่ค่าก่อสร้างหรือราคาซื้ออาคาร แต่เงินลงทุนจริงต้องรวม
- ราคาที่ดินหรือค่าก่อสร้างอาคาร
- ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ห้อง
- ค่าใช้จ่ายในการขออนุญาต ภาษี และค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย
- เงินทุนหมุนเวียนสำรอง (working capital) อย่างน้อย 3-6 เดือน
- ค่าปรับปรุงระหว่างรอผู้เช่าหรือช่วง soft opening
2. รายได้ที่คาดหวัง (Gross Rental Income)
คำนวณจาก ค่าเช่าต่อห้องต่อเดือน × จำนวนห้อง × 12 เดือน แต่ต้องใช้ตัวเลขจริงของตลาดในทำเลนั้น ไม่ใช่ค่าเช่าที่อยากได้ และต้องหักด้วย อัตราห้องว่าง (Vacancy Rate) ที่สมเหตุสมผล โดยทั่วไปควรสมมติที่ 10-15% เพื่อให้ตัวเลขอนุรักษ์นิยม
3. รายจ่ายดำเนินการทั้งหมด (Operating Expenses)
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ดอกเบี้ยเงินกู้ (ถ้ามี)
- เงินเดือนพนักงาน
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตส่วนกลาง
- ค่าซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอุปกรณ์
- ค่าประกันอาคาร
- ค่าบริหารจัดการ (ถ้าจ้างบริษัทภายนอก)
- เงินสำรองฉุกเฉิน (แนะนำ 5-10% ของรายรับ)
วิธีคำนวณ ROI อพาร์ตเมนต์อย่างถูกวิธี
ROI (Return on Investment) ของอพาร์ตเมนต์มีหลายวิธีคำนวณ แต่ละวิธีบอกอะไรต่างกัน ควรใช้ให้ครบเพื่อให้เห็นภาพรวมที่แท้จริง
Gross Rental Yield — ผลตอบแทนเช่าเบื้องต้น
เป็นตัวเลขที่เห็นบ่อยที่สุดในโฆษณาอสังหาฯ แต่ไม่ได้สะท้อนกำไรจริง
สูตร:
Gross Rental Yield = (รายรับค่าเช่าต่อปี ÷ มูลค่าอสังหาฯ) × 100
ตัวอย่าง: อาคารราคา 10 ล้านบาท เก็บค่าเช่าได้ 800,000 บาทต่อปี
Gross Yield = (800,000 ÷ 10,000,000) × 100 = 8%
ข้อควรระวัง: ตัวเลขนี้ยังไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นักลงทุนหน้าใหม่มักพอใจกับตัวเลขนี้โดยไม่ดูต่อ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย
Net Rental Yield — ผลตอบแทนเช่าสุทธิ
ตัวเลขที่สำคัญกว่า เพราะสะท้อนกำไรที่แท้จริงหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินการทั้งหมด
สูตร:
Net Rental Yield = ((รายรับค่าเช่าต่อปี − รายจ่ายดำเนินการทั้งหมดต่อปี) ÷ มูลค่าอสังหาฯ) × 100
ตัวอย่าง: รายรับ 800,000 บาท รายจ่าย 320,000 บาท อาคารราคา 10 ล้านบาท
Net Yield = ((800,000 − 320,000) ÷ 10,000,000) × 100 = 4.8%
Net Yield ที่ดีสำหรับอพาร์ตเมนต์ในไทยโดยทั่วไปอยู่ที่ 4-7% ทำเล Prime กรุงเทพฯ มักได้ต่ำกว่า แต่มีความเสี่ยงห้องว่างต่ำกว่า
Cash-on-Cash Return — ผลตอบแทนบนเงินสดที่ลงไปจริง
สำหรับนักลงทุนที่กู้เงินบางส่วน ตัวเลขนี้สำคัญกว่า Yield ทั้งคู่ เพราะบอกว่าเงินสดที่คุณลงไปจริงๆ ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
สูตร:
Cash-on-Cash Return = (กระแสเงินสดสุทธิต่อปี ÷ เงินสดที่ลงทุนเอง) × 100
ตัวอย่าง: ซื้ออาคาร 10 ล้านบาท วางเงินดาวน์ 3 ล้านบาท กู้ 7 ล้านบาท
รายรับสุทธิหลังหักทุกอย่างรวมดอกเบี้ยกู้ = 200,000 บาทต่อปี
Cash-on-Cash = (200,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 6.7%
ปัจจัยที่กระทบ ROI ของอพาร์ตเมนต์มากที่สุด
ทำเลและกลุ่มเป้าหมายผู้เช่า
ทำเลไม่ได้หมายถึงแค่ราคาที่ดิน แต่หมายถึงว่ากลุ่มผู้เช่าที่คุณต้องการ อยู่ในพื้นที่นั้นจริงหรือเปล่า อาคารใกล้มหาวิทยาลัยเหมาะกับนักศึกษา ส่วนอาคารใกล้นิคมอุตสาหกรรม เหมาะกับแรงงาน และอาคารในย่านธุรกิจเหมาะกับคนทำงาน ผลตอบแทนในแต่ละกลุ่มต่างกัน และความเสี่ยงห้องว่างก็ต่างกัน
อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate)
ตัวเลขนี้กระทบรายได้โดยตรง อาคารที่เต็ม 95% กับเต็ม 70% แม้ค่าเช่าต่อห้องเท่ากัน แต่รายรับต่างกันถึง 25% ซึ่งอาจทำให้กำไรสุทธิต่างกันมากกว่านั้นเมื่อต้นทุนคงที่ยังอยู่เท่าเดิม
การบริหารต้นทุนค่าสาธารณูปโภค
ค่าไฟและค่าน้ำเป็นหนึ่งในต้นทุนที่ควบคุมได้และกระทบกำไรมาก เจ้าของที่มีระบบมิเตอร์ไฟฟ้าย่อยรายห้องที่ชัดเจน และเรียกเก็บได้ตามอัตราที่กำหนด จะมี margin สูงกว่าอาคารที่บริหารไม่เป็นระบบ
ต้นทุนหมุนเวียนเมื่อผู้เช่าย้ายออก (Turnover Cost)
ทุกครั้งที่ผู้เช่าย้ายออก มีต้นทุนที่มักถูกลืม ได้แก่ ค่าทำความสะอาด ค่าซ่อมแซม ค่าทาสีใหม่ ค่าประกาศหาผู้เช่าใหม่ และรายได้ที่หายไประหว่างห้องว่าง อาคารที่รักษาผู้เช่าเก่าไว้ได้นานกว่าจะมีต้นทุนส่วนนี้ต่ำกว่ามาก
ความผิดพลาดที่นักลงทุนอพาร์ตเมนต์มักทำ
ใช้ตัวเลขในแง่ดีเกินไปในการประมาณการ
นักลงทุนหน้าใหม่มักสมมติ occupancy rate 95-100% และค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง วิธีที่ดีกว่าคือสมมติสถานการณ์ที่แย่ (เช่น occupancy 75-80%) แล้วดูว่าตัวเลขยังเป็นบวกหรือเปล่า ถ้าผ่านการทดสอบนี้ได้ การลงทุนนั้นจึงค่อนข้างปลอดภัย
ไม่นับต้นทุนเวลาของตัวเอง
ถ้าคุณบริหารอาคารเอง เวลาที่ใช้มีมูลค่า ถ้าไม่นับต้นทุนนี้เข้าไป ROI ที่คำนวณได้จะสูงเกินจริง ลองถามตัวเองว่าถ้าต้องจ้างคนมาทำสิ่งที่คุณทำอยู่ จะต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่
ลืมเผื่อค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต
อาคารทุกหลังต้องมีการซ่อมแซมใหญ่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นหลังคา ลิฟต์ ระบบไฟฟ้า หรือท่อประปา นักลงทุนที่ไม่เผื่อเงินสำรองไว้ มักตกใจกับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เหล่านี้และกระทบกระแสเงินสดอย่างรุนแรง
เปรียบเทียบผลตอบแทนกับสินทรัพย์อื่นไม่ครบ
ROI 5% ของอพาร์ตเมนต์ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1-2% แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับเรื่องสภาพคล่อง (ขายอาคารต้องใช้เวลา) ความเสี่ยง (ห้องว่าง ผู้เช่าผิดนัด อาคารชำรุด) และเวลาที่ต้องบริหาร ซึ่งกองทุนรวมหรือหุ้นไม่มีภาระเหล่านี้
เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจว่าโครงการนี้น่าลงทุนหรือไม่
ไม่มีตัวเลขสากลที่ใช้ได้ทุกกรณี แต่หลักการต่อไปนี้ช่วยกรองโครงการที่ไม่คุ้มออกได้เร็ว
- Net Yield ต้องสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้อย่างน้อย 2% — ถ้ากู้ที่ดอกเบี้ย 5% แต่ Net Yield ได้แค่ 4% แสดงว่าการกู้มาลงทุนไม่คุ้ม
- Payback Period ไม่ควรเกิน 15-20 ปี — คำนวณจากเงินลงทุนทั้งหมดหารด้วยกำไรสุทธิต่อปี
- กระแสเงินสดต้องเป็นบวกตั้งแต่ปีแรก — แม้กำไรจะไม่มากในช่วงแรก แต่ถ้ากระแสเงินสดติดลบตลอด ย่อมเป็นสัญญาณว่าโครงการมีความเสี่ยงสูง
- ทดสอบกับ occupancy rate ที่ 75% — ถ้าตัวเลขยังเป็นบวกในสถานการณ์นี้ โครงการมีความทนทานเพียงพอ
การลงทุนอพาร์ตเมนต์ให้ได้กำไรจริง ต้องเริ่มจากตัวเลขที่ซื่อสัตย์
อพาร์ตเมนต์ให้เช่าเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับคนที่วางแผนถูกต้อง เข้าใจต้นทุนจริงทั้งหมด และพร้อมบริหารในระยะยาว แต่สำหรับคนที่เข้ามาโดยดูแค่ตัวเลข Gross Yield จากโฆษณา และไม่ได้คำนวณ Net Yield หรือ Cash-on-Cash ให้ครบ อาจพบว่าธุรกิจที่ดูเหมือนทำกำไรบนกระดาษ กลับให้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่คิดในชีวิตจริง
การลงทุนที่ดีเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกต้อง คำนวณตัวเลขอย่างซื่อสัตย์ และวางแผนสำหรับทั้งสถานการณ์ดีและสถานการณ์ที่แย่ที่สุด